wangdeefoods
15
March

OEM ย่อมาจาก Original Equipment Manufacturer คือ การรับจ้างผลิตสินค้าให้กับแบรนด์ต่าง ๆ ตามแบบที่ผู้จ้างกำหนดมา ซึ่งคุณภาพสินค้า OEM ที่ผลิตก็จะต้องเป็นไปตามที่บริษัทที่จ้างกำหนดไว้ (เว้นแต่จะมีการปรับเปลี่ยนในบางส่วน) เพื่อที่แบรนด์ที่จ้างจะเอาแบรนด์ของตัวเองไปแปะเพื่อวางจำหน่าย

สรุป OEM คือ ของแท้ แต่แบรนด์ไม่ได้ผลิตเอง (จ้างบริษัทผลิตตามสเป็ค เพื่อนำมาแปะโลโก้ขาย)

ข้อมูลที่ควรรู้ก่อนตัดสินใจเลือกโรงงาน OEM

ปัจจุบันคนรุ่นใหม่ที่อายุไม่เยอะมีแนวคิด ต้องการเป็นนายของตัวเองมากกว่าเป็นลูกจ้าง ซึ่งแนวคิดหนึ่งที่นิยมคือ การสร้างแบรนด์เป็นของตัวเอง การที่เราจะเลือกโรงงานผลิตผลิตภัณฑ์ที่เป็นแบรนด์นั้นต้องมีวิธีการเลือกให้ได้โรงงานที่มีมาตรฐาน ในประเทศไทย OEM มีอัตราการเจริญเติบโตอย่างต่อเนื่อง โดยเฉพาะกลุ่มเครื่องสำอางและสุขภาพทำให้ผู้ประกอบการทั้งรายเก่าและใหม่ที่ไม่มีกำลังด้านเงินทุนเพียงพอ มองหา โรงงานผลิต สินค้าที่ตนเองต้องการขณะเดียวกัน ผู้ประกอบการบางรายประสบความสำเร็จเพราะโรงงานมีคุณภาพด้านการผลิต แต่ผู้ประกอบการบางรายล้มเหลวเพราะโรงงานไม่มีคุณภาพด้านการผลิต ยกตัวอย่าง เช่น โรงงานรับจ้างผลิตไม่ได้ขออนุญาตเปิดถูกต้องตามกฎหมาย , โรงงานรับจ้างผลิตที่ได้รับอนุญาตเปิดถูกต้องตามกฎหมายแต่ไม่มีการควบคุมการผลิตที่ถูกต้อง เป็นต้น

ดังนั้น ก่อนที่ผู้จ้างผลิตจะตัดสินใจจ้าง โรงงานผลิต OEM ควรให้ความสำคัญกับ 4 ข้อ ดังนี้ เพื่อเป็นเกราะคุ้มกันไม่ให้ธุรกิจเกิดปัญหาในอนาคต ซึ่งได้แก่

  • ต้องตรวจสอบข้อมูลของโรงงานก่อนตัดสินใจจ้างโรงงานผลิตฯทุกครั้ง ง่ายๆ คือ สามารถตรวจสอบรายชื่อโรงงานที่ถูกต้องตามกฎหมายในเว็บไซต์กรมโรงงานอุตสาหกรรมที่ www.industry.go.th
  • ผู้จ้างผลิตควรต้องศึกษาขั้นตอนในทุกขั้นตอนของการผลิต หากสินค้าเกิดปัญหาต่างๆในกระบวนการผลิตนอกจากโรงงานรับจ้างผลิตจะต้องเป็นผู้รับผิดชอบในปัญหาที่เกิดขึ้น ผู้จ้างผลิตควรเข้าใจถึงปัญหานั้นอย่างแท้จริง เพราะจะได้แก้ไขอย่างตรงจุดและถูกวิธี
  • ในการทำสัญญาผู้จ้างผลิตต้องตรวจสอบสัญญาว่าจ้างที่เขียนไว้กับโรงงานอย่างรัดกุม โดยเฉพาะความลับด้านส่วนผสมและกรรมวิธีในการผลิตสินค้า เพื่อให้เป็บความลับระหว่างผู้จ้างผลิตกับโรงงานรับจ้างผลิต หากโรงงานรับจ้างผลิตนำข้อมูลที่เป็นความลับไปเผยแพร่ ผู้จ้างผลิตสามารถดำเนินคดีตามกฎหมายได้ทันที
  • ตรวจสอบเอกสารอันเป็นปัจจุบัน เช่น การต่ออายุใบอนุญาติต่างๆ และสอบถามถึงระบบคุณภาพตามกฎหมายกำหนด เช่น GMP HACCP HALAL เป็นต้น
  • 15
    March

    “ทับทิม” เป็นผลไม้ที่ให้ประโยชน์มาก จากรายงานของมหาวิทยาลัยแคลิฟอร์เนีย สหรัฐอเมริกา ยกให้น้ำทับทิมเป็นสุดยอดของน้ำผลไม้เพื่อสุขภาพ ดร.ณัฐพล ตั้งสุภูมิ สถาบันวิจัยโภชนาการ มหาวิทยาลัยมหิดล อธิบายว่า น้ำทับทิมมีปริมาณสารต้านอนุมูลอิสระมาก นอกจากนี้น้ำทับทิมยังเป็นแหล่งที่ดีของวิตามินซี, วิตามินบี 5 และโพแทสเซียม และยังมีงานวิจัยบอกว่า ดื่มน้ำทับทิมเป็นประจำสามารถช่วยลดความเสี่ยงของโรคหัวใจและหลอดเลือด ลดความดันโลหิต ต่อต้านเชื้อแบคทีเรียและการติดเชื้อจากไวรัส ลดความเสี่ยงของการเกิดมะเร็งต่อมลูกหมาก ลูคีเมีย เบาหวาน ไปจนถึงลดการสร้างเม็ดสีใต้ผิวหนัง อย่างไรก็ตาม น้ำทับทิมในท้องตลาดมีปริมาณน้ำตาล 11 -12% ซึ่งนับว่าอยู่ในเกณฑ์สูง ผู้ที่สนใจจึงควรบริโภคแต่พอดีและไม่มากจนเกินไป สิ่งสำคัญที่สุด ควรรับประทานอาหารให้ครบ 5 หมู่ และหลากหลายควบคู่ไปด้วย พร้อมกับการออกกำลังกายที่เหมาะสมอย่าสม่ำเสมอ เพื่อสุขภาพที่แข็งแรง

    ขอบคุณข้อมูลจาก สสส. และมติชนออนไลน์

    15
    March

    ทราบหรือไม่ว่า มีผักชนิดใดบ้าง?

  • 1. สะเดา (Neem tree) มีเบต้าแคโรทีนสูงบำรุงสายตา เสริมระบบภูมิคุ้มกัน ทำให้นอนหลับ
  • 2. ผักกาดขาว (Chinese white cabbage) ช่วยระบบย่อยอาหาร ขับปัสสาวะ แก้ไอ มีโฟเลทสูงบำรุงคุณแม่ตั้งครรภ์
  • 3. หัวหอมเล็ก (Shallot) มีน้ำมันหอมระเหยบรรเทาอาการหวัด มีสารฟลาโวนอยด์ต้านมะเร็ง
  • 4. แครอท (Carrot) เบต้าแคโรทีนป้องกันโรคมะเร็ง มีแคลเซียม แพ็กเตต ลดระดับ คอเลสเตอรอลได้
  • 5. หอมหัวใหญ่ (Onion) มีสารฟลาโวนอยด์ช่วยลดอาการของโรคหัวใจ ควบคุมระดับน้ำตาลในเลือด
  • 6. คะน้า (Chinese kale) มีแคลเซียมและสารต้านอนุมูลอิสระสูง ป้องกันโรคกระดูกพรุน และมะเร็ง
  • 7. พริก (Chilli) มีแคปไซซินกระตุ้นการขยายตัวของหลอดเลือด ช่วยให้เจริญอาหาร ขับเหงื่อ
  • 8. กระเจี๊ยบเขียว (Okra) ลดความดันโลหิตบำรุงสมอง ลดอาการกระเพาะหรือลำไส้อักเสบ
  • 9. ผักกระเฉด (Water mimosa) ดับพิษไข้ กากใยช่วยระบบขับของเสีย เพิ่มการเผาผลาญสารอาหาร
  • 10. ตำลึง (Ivy gourd) มีวิตามินเอสูง ดีต่อดวงตา เส้นใยจับไนเตรต ลดความเสี่ยงในการเกิดโรคมะเร็งในกระเพาะอาหาร
  • 11. มะระ (Chinese bitter cucumber) มีแคลเซียม ฟอสฟอรัส เป็นยาระบายอ่อนๆ น้ำคั้นลดระดับน้ำตาลในเลือด
  • 12. ผักบุ้ง (Water spinach) บรรเทาอาการร้อนใน มีวิตามินเอบำรุงสายตา ธาตุเหล็กบำรุงเลือด
  • 13. ขึ้นฉ่าย (Celery) กลิ่นหอม ช่วยเจริญอาหารมีวิตามินเอ บี และซี บำรุงสมอง ป้องกันโรคหัวใจขาดเลือด
  • 14. เห็ด (Mushroom) แคลอรีน้อย ไขมันต่ำมีวิตามินดีสูง ช่วยในการดูดซึมแคลเซียม เสริมกระดูกและฟัน
  • 15. บัวบก (Indian pennywort) มีวิตามินบีสูงช่วยให้ร่างกายผ่อนคลาย บำรุงสมองและความจำบำรุงผิวพรรณ ลดอาการอักเสบ
  • 16. สะระแหน่ (Kitchen mint) กลิ่นหอมเย็นของใบให้ความสดชื่น ทำให้ความคิดแจ่มใส แก้ปวดหัว
  • 17. ชะพลู (Cha-plu) รสชาติเผ็ดเล็กน้อย แก้จุกเสียด ขับเสมหะ มีแคลเซียมสูง
  • 18. ชะอม (Cha-om) ช่วยลดความร้อนในร่างกาย ขับลมในลำไส้ มีเส้นใยคอยจับอนุมูลอิสระ
  • 19. หัวปลี (Banana flower) รสฝาด แก้ร้อนใน กระหายน้ำ และบำรุงน้ำนม มีกากใย โปรตีนและวิตามินซีสูง
  • 20. กระเทียม (Garlic) ลดไขมันในเลือดป้องกันหัวใจขาดเลือด ใบกระเทียมมีโฟเลต เหล็กวิตามินซีสูง
  • 21. โหระพา (Sweet basil) น้ำมันหอมระเหยทำให้โล่งจมูก ช่วยระบายลม มีเบต้าแคโรทีนแคลเซีย
  • 22. ขิง (Ginger) บรรเทาอาการหวัดเย็น ลดอาการคัดจมูก รสเผ็ดร้อน แก้อาการท้องอืดท้องเฟ้อ
  • 23. ข่า (Galangal) น้ำมันหอมระเหย ช่วยระบบย่อยอาหารขับลม มีฤทธิ์ฆ่าเชื้อแบคทีเรีย และเชื้อรา
  • 24. กระชาย (Wild ginger) บรรเทาอาการท้องอืดท้องเฟ้อ บำรุงธาตุ มีวิตามินเอและแคลเซียม
  • 25. ถั่วพู (Winged bean) ให้คุณค่าทางอาหารสูงมีโปรตีน แคลเซียม ฟอสฟอรัส และสารช่วยย่อยกรดไขมันอิ่มตัว
  • 26. ดอกขจร (Cowslip creeper) กระตุ้นให้รู้รสอาหาร ให้พลังงานสูง ประกอบด้วยคาร์โบไฮเดรต โปรตีน ไขมัน
  • 27. ถั่วฝักยาว (Long bean) มีเส้นใย ช่วยลดคอเลสเตอรอล มีวิตามินซี ช่วยให้ร่างกายดูดซึมธาตุเหล็ก บำรุงเลือด
  • 28. มะเขือเทศ (Tomato) มีวิตามินเอสูง วิตามินซี รสเปรี้ยว ช่วยกระตุ้นน้ำย่อย และแก้อาการคอแห้ง
  • 29. กะหล่ำปลี (White cabbage) มีกลูโคซิโนเลต เมื่อแตกตัวจะเป็นสารต้านมะเร็ง และมีวิตามินสูง
  • 30. มะเขือพวง (Plate brush eggplant) ช่วยให้เจริญอาหารและช่วยลดความดันเลือด มีแคลเซียม และฟอสฟอรัส
  • 31. ผักชี (Chinese parsley) ขับลม บำรุงธาตุช่วยย่อยอาหาร มีน้ำมันหอมระเหย แก้หวัด มีวิตามินเอและซีสูง
  • 32. กุยช่าย (Flowering chives) มีกากใยช่วยระบายของเสีย มีธาตุเหล็กช่วยในการสร้างเม็ดเลือดแดง
  • 33. หัวไชเท้า (Chinese radish) แก้ไอ ขับเสมหะ เพิ่มภูมิต้านทางโรค มีสารช่วยให้กระเพาะอาหารและลำไส้บีบตัวได้ดี
  • 34. กะเพรา (Holy basil) แก้อาการจุดเสียดแน่นท้อง มีเบต้าแคโรทีนสูง ป้องกันโรคมะเร็งและโรคหัวใจขาดเลือดได้
  • 35. แมงลัก (Hairy basil) ช่วยย่อยอาหารป้องกันเลือดออกตามไรฟัน ขับลม ขับเหงื่อ
  • 36. ดอกแค (Sesbania) กินแก้ไขช่วงที่อากาศเปลี่ยนแปลง เป็นยาระบายอ่อนๆ มีวิตามินเอสูง บำรุงสายตา
  • และ 37. หญ้าอ่อน กินเพิ่มความคึกคักให้กระชุ่มกระชวย หัวใจสูบฉีด สมองแจ่มใส อายุยืนยาว สำหรับทุกเพศโดยเฉพาะวัยสูงอายุ

    ขอขอบคุณเนื้อหาจาก : matichon.co.th